ไมเคิล คาร์ริค ต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด (baptism of fire) ในการกลับมาคุมบังเหียนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้งในฐานะกุนซือชั่วคราวสำหรับศึกดาร์บี้แมตช์
ผู้จัดการทีมรักษาการรายนี้ต้องเข้ามานำทัพยูไนเต็ดที่มีสถิติย่ำแย่ในการเจอกับ "เพื่อนบ้านผู้สร้างความเดือดร้อนรำคาญ" ในช่วงหลัง โดยยูไนเต็ดสามารถเอาชนะซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้เพียงแค่ 1 จาก 6 นัดหลังสุดในทุกรายการ ซึ่งข้อยกเว้นเพียงครั้งเดียวคือชัยชนะ 2-1 เมื่อเดือนมกราคม 2023 ที่บรูโน แฟร์นันเดส และมาร์คัส แรชฟอร์ด ทำประตูแซงชนะลูกยิงเปิดเกมของแจ็ค กรีลิช ไปได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา "ปีศาจแดง" ยังไม่สามารถทำประตูซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้เลย โดยแพ้ไป 0-3 ในเดือนตุลาคม 2023 ก่อนจะจบลงด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ในฤดูกาลที่แล้ว
หากพวกเขาล้มเหลวในการทำประตูสุดสัปดาห์นี้ จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 126 ปี ที่พวกเขาไม่สามารถยิงประตูในบ้านใส่เพื่อนบ้านร่วมเมืองได้ติดต่อกันถึง 3 นัด นับตั้งแต่ที่เคยทำสถิติย่ำแย่ไว้นานถึง 4 นัดติดต่อกันในช่วงเดือนธันวาคม 1911 ถึงกันยายน 1914
จากการที่แพ้ไปก่อน 0-3 เมื่อทั้งสองทีมเจอกันที่เอติฮัด สเตเดียม เมื่อเดือนกันยายน ยูไนเต็ดยังต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะยิงประตูไม่ได้เลยในการเจอกับซิตี้ทั้งสองนัดในลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1973-74 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ปีศาจแดงต้องตกชั้น
ทั้งนี้ ยังไม่มีทีมจากแมนเชสเตอร์ทีมไหนคว้าชัยในพรีเมียร์ลีกได้เลยในปี 2026 และในความเป็นจริง ทั้งสองทีมต่างลงสนามดาร์บี้แมตช์นัดนี้ด้วยสถิติเสมอติดต่อกันมา 3 นัดรวด
ยูไนเต็ดเริ่มวงจรนี้ด้วยการเสมอวูล์ฟส์ในบ้าน 1-1 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ก่อนจะแบ่งแต้มที่บ้านของลีดส์ในวันที่ 4 มกราคม ซึ่งกลายเป็นเกมนัดสุดท้ายของรูเบน อโมริม ในตำแหน่งกุนซือ ส่วนเกมพรีเมียร์ลีกเพียงนัดเดียวของแดร์เรน เฟลตเชอร์ ที่คุมทัพก็จบลงด้วยการเสมอเบิร์นลีย์ 2-2
ในขณะเดียวกัน ซิตี้เริ่มต้นปีด้วยการบุกไปเสมอซันเดอร์แลนด์แบบไร้สกอร์ ตามด้วยผลเสมอ 1-1 ในบ้านสองนัดรวด โดยนัดแรกถูกเอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยิงตีเสมอท้ายเกมให้เชลซี และนัดล่าสุดถูกไบรท์ตันยันเสมอไว้ได้เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
การพบกันในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองทีมลงแข่งพรีเมียร์ลีกด้วยสถิติเสมอติดต่อกันตั้งแต่ 3 นัดขึ้นไป นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2001 ซึ่งในครั้งนั้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็มีส่วนร่วมด้วย โดยพวกเขาแพ้ให้กับสเปอร์สไป 1-0
หลังจากที่ซิตี้ต้องรอคอยจนถึงปี 2008 กว่าจะชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในศึกพรีเมียร์ลีกได้ ปัจจุบันพวกเขาสามารถบุกมาชนะคู่ปรับร่วมเมืองได้ถึง 9 ครั้งในรายการนี้ (คิดเป็นอัตราการชนะสูงถึง 50% นับตั้งแต่ชัยชนะครั้งแรก) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ทีมเยือนบุกมาชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้มากที่สุด
หากจะมีอะไรที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจฟุตบอลในเมืองนี้เปลี่ยนไปมากขนาดไหน สิ่งนั้นคือความถี่ที่ซิตี้บุกมาชนะที่นี่ เพราะก่อนที่จะชนะในปี 2008 จากประตูของดาเรียส วาสเซลล์ และเบนจานี ทัพ "เรือใบสีฟ้า" ไม่เคยบุกมาชนะที่นี่เลยยาวนานถึง 34 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 1973-74 นู่นเลยทีเดียว
=================
ฝันร้ายในวันดาร์บี้ของยูไนเต็ด
=================
อาถรรพ์ในบ้าน: ยูไนเต็ดคว้าชัยชนะในบ้านเหนือซิตี้ได้เพียง 1 จาก 6 นัดหลังสุดในทุกรายการ (คือเกมที่ชนะ 2-1 เมื่อเดือนมกราคม 2023)
เป้าสะอาด: นับตั้งแต่ชัยชนะนัดนั้นเป็นต้นมา ทัพปีศาจแดงยังไม่สามารถทำประตูซิตี้ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว
บทเรียนประวัติศาสตร์: หากนัดนี้ยูไนเต็ดทำประตูไม่ได้ จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 126 ปี (นับตั้งแต่ปี 1914) ที่พวกเขาปืนฝืดใส่คู่ปรับร่วมเมืองในบ้านติดต่อกันถึง 3 นัด
วิกฤตซ้ำซ้อน: หลังจากแพ้ 0-3 ที่เอติฮัด สเตเดียม เมื่อเดือนกันยายน หากนัดนี้ยูไนเต็ดทำประตูไม่ได้อีก จะถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขายิงประตูซิตี้ไม่ได้เลยทั้งเหย้าและเยือนในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ฤดูกาล 1973-74 (ซึ่งเป็นปีที่พวกเขาตกชั้น)
จอมเสมอมาเจอกัน: ทั้งสองทีมลงสนามนัดนี้ด้วยสถิติเสมอในลีกมา 3 นัดติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คู่แข่งมาเจอกันในสภาพนี้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2001
บ้านที่ถูกตีแตก: ซิตี้บุกมาเก็บชัยชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้ถึง 9 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นสถิติการบุกชนะที่นี่มากที่สุดเหนือกว่าทีมเยือนทุกทีม
สวรรค์ของทีมเยือน: ทัพ "เรือใบสีฟ้า" กระหน่ำประตูที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไปแล้วถึง 37 ประตูในยุคพรีเมียร์ลีก มีเพียงลิเวอร์พูลทีมเดียวที่ทำได้มากกว่า (41 ประตู)
ความทรงจำของคาร์ริค: สมัยเป็นนักเตะ ไมเคิล คาร์ริค เอาชนะซิตี้ในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 13 จาก 24 นัด โดยมีเพียงซันเดอร์แลนด์ทีมเดียวที่เขาเอาชนะได้มากกว่า (16 นัด)
โฟเดนของแสลง: ฟิล โฟเดน ยิงประตูยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 7 ประตู โดยมีเพียงเบรนท์ฟอร์ดทีมเดียวที่เขาทำประตูได้มากกว่า (8 ประตู)